วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ทฤษฎีที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก

ผมไม่แน่ใจนักว่าวิธีคิดของชาวตะวันตกแต่ละชาติจะเหมือนกันแต่ที่ผมแน่ใจคือวิธีคิดแบบไทยเราไม่เหมือนชาติไหนเลยในโลกเมื่อผมนั่งคิดทบทวนดูแล้วเราทุกคนรวมทั้งผมด้วยถูกหล่อหลอมมาจากเบ้าหลอมเดียวกันนั่นส่งผลให้คนไทยส่วนมากมีนิสัย ฟุ่มเฟือย ใช้จ่ายเกินตัว ระดับรากหญ้าคนทำงานหนักหาเช้ากินค่ำก็มีหนี้สินทั้งในและนอกระบบล้นท่วมตัวใช้หนี้เก่าไปหนี้ใหม่เพิ่มสูงขึ้น ส่วนระดับประเทศก็ต้องกู้ยืมเงินจากต่างประเทศเป็นหนี้หลายหมื่นแสนล้านดังที่เราเคยกู้ IMF ในอดีต วัฒนธรรมการกินก็เหมือนกันคนไทยมักกินแล้วเหลือทิ้งจำนวนมาก ตักข้าวพูนจานแล้วกินไม่หมด หรือบ่อยครั้งที่เราต้องทำงานหนักแลกกับเงินเพียงน้อยนิดสุดท้ายไปซื้อของที่ไร้ค่า เพียงเพราะความต้องการที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการไตร่ตรองให้รอบคอบเสียก่อนประเทศเรามีคนจนมากกว่าคนรวยหลายเท่า ส่วนคนที่รวยก็รวยกว่าคนที่จนหลายเท่าเช่นกันนี่คือตัวอย่างเล็กน้อยเท่านั้นที่คนไทยเราเป็น ที่กล่าวมานี้ยังไม่ได้ครึ่งหนึ่งของนิสัยคนไทย แนวคิดแบบนี้ได้ค่อยๆหล่อหลอมมาแต่อดีต ถ่ายทอดสู่เยาวชนจนถึงปัจจุบันแทบจะกลืนกินคนไทยทั้งประเทศเสียแล้ว และที่ร้ายแรงคือ คนที่ไม่รู้จักคำว่าพอเมื่อพิจารณาดูแล้วล้วนมีการศึกษาสูงทั้งนั้น(โดยมีใบประกาศปริญญา ดร. เป็นหลักฐานชี้วัดหรืออื่นๆสุดแต่จะเรียก)
แต่ความจริงนั้นคนที่มีความรู้มาก(มีการศึกษาสูง) กับคนไม่มีความรู้(มีการศึกษาต่ำ) นั้นไม่ได้ต่างกันเลย เมื่อเทียบกับสิ่งที่ยังไม่รู้ .....อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์.....
The difference between what the most and the least learned people know is inexpressibly trivial relation to that which is unknown. Albert Einstein
ประเทศเรามีคนจำนวนไม่น้อยที่มีอำนาจ มีเงินจำนวนมาก มีบ้านหลังใหญ่โตโอ่อ่า มีรถหลายๆคัน มีที่ดินหลายพันไร่ แต่กลับไม่มีคำว่า พอ ต่อให้บ้านเมืองเรามีนักคิด นักปรัชญา มากแค่ไหนก็ไม่มีทางเปลี่ยนนิสัยคนไทยได้ (นี่ยังไม่รวมถึงแนวคิดที่โบราณ ความเชื่อด้านไสยศาสตร์ ที่ฝังลึกลงไปเกือบจะทุกองค์กรและอื่นๆ) แต่พระพุทธเจ้าสอนว่าทุกปัญหามีทางแก้เสมอแม้จะลำบากแค่ไหนถ้าไม่ท้อหันมาร่วมมือกันไม่ช้าปัญหาก็จะแก้ได้ แน่นอนว่าการจะแก้ปัญหาเราต้องหาสาเหตุให้เจอเหมือคนเป็นไข้หวัดสาเหตุจริงๆอาจมาจากแบคทีเรียเล็กๆเพียงไม่กี่ตัวทำให้เป็นหวัดเรากินยาพาราเซตามอลก็ไม่มีทางหาย อาจจะดูเหมือนหายตัวร้อนจริงแต่ถ้ายังเป็นหวัดอยู่ไม่นานก็จะมีไข้ตามมาอีกเช่นเดียวกันกับการที่เราคนไทยมีนิสัยฟุ่มเฟือย ใช้จ่ายเกินตัว ไม่รู้จักพอเพียง บางทีอาจจะมีสาเหตุมาจากสิ่งเล็กๆน้อยๆที่เราไม่เคยสนใจก็ได้ เช่น สิ่งที่ผมจะอธิบายต่อไปนี้ เริ่มแรกเลยเราลองมานึกถึงภาพเก่าๆกันดูซิว่าแนวทาง การสอนของเราถูกต้องหรือยังผมสังเกตได้วิชาหนึ่งคือวิชาคณิตศาสตร์ผมต้องขอบคุณเด็กนักเรียน ป. 1 ซึ่งผมมีโอกาสได้ไปสอนพิเศษผมเป็นครูผู้ช่วยวันนั้นมีโจทย์ให้นักเรียนทำ (25 – 9 =………..) ครูประจำวิชาสอนว่า 25 ลบ 9 ให้นักเรียนตั้งหลักหน่วยให้ตรงกันลบที่หลักหน่วยก่อน นั่นคือ 5 ลบ 9 ไม่ได้เพราะ 5 น้อยกว่า 9 ดังนั้นต้องไปยืม จากเลข 2 มา 1 ซึ่งเข้าใจว่าจริงๆแล้วคือยืมมา 10 นั่นเองแล้วจะได้ 15 จากนั้นจับลบกับ 9 เหลือ 4 ส่วนเลข 2 หลักสิบถูกยืมไป 1 (10) จะเหลือ 1 ให้ชักลงมา ตอบ 16 เด็กน้อยคนหนึ่งทำหน้าสงสัยถามผมว่ามาสเตอร์ครับ มีอยู่แล้ว 5 ทำไมต้องไปยืมมาตั้ง 10 เพื่อให้เป็น 15 ด้วยทำไมไม่ไปยืมมาแค่ 4 ซึ่งเมื่อรวมกับ 5 ก็จะได้ 9 ลบกันได้พอดีส่วน 20 เค้ายืมไป 4 ก็จะเหลือ 16 ตอบ 16 เหมือนกันง่ายกว่าเยอะ ผมลองนำมาคิดๆดูมันก็จริงนะทำไมต้องไปยืมมาเยอะจนตัวเองเหลือทำไมเราไม่ยืมมาแค่ให้พอดีแล้วลบกัน หรือนี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของนิสัยคนไทยที่ไม่รู้จักคำว่าพอดี เราลบเลขกับแบบนี้มานานกี่ปีแล้วครับ ตอนแรกผมนึกว่าจะใช้กับเลขอื่นๆไม่ได้ลองแบบนี้ดู( 65 – 6 =...............) 5 ยืม 60 มาแค่ 1 ก็เป็น 6 ลบกันได้พอดี ส่วน 60 ก็จะเหลือ 59 เห็นไหมครับลองเลขอื่นดูก็ได้แต่ถ้าเป็นเลขตัวบนหลักหน่วยมากกว่าก็ไม่เป็นไรไม่ต้องยืมมา สามารถลบกันได้เลย ถึงตอนนี้ผมชักอยากรู้แล้วสิครับว่า ญี่ปุ่น สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา เขาลบเลขเหมือนเราไหม ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ครูคณิตศาสตร์หรือผู้ใหญ่เราจะเปลี่ยนวิธีสอนแบบใหม่ๆช่วยปลูกฝังนิสัยให้เด็กรู้จักความพอเพียงไม่ยืมคนอื่นมาจนเกินตัววันนั้นผมบอกเด็กน้อยคนนั้นว่า นี่หนูรู้ตัวไหมว่า หนูสุดยอด หนูคิดถูกต้องแล้วลูก ผมกลับมาที่ห้องพักเมื่อสอนเสร็จนึกในใจว่าถ้าไม่มีใครมาหยุดจินตนาการ หรือตีกรอบความคิดให้เด็กคนนี้ต่อไปอาจจะมี นิวอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เกิดขึ้นใหม่ก็อาจจะเป็นไปได้ใครจะรู้
ทฤษฎีต่างๆเริ่มจากสิ่งเล็กๆน้อยๆแต่คนจำนวนมากมองข้ามกลับละเลยไม่สนใจทำให้สิ่งผิดค่อยๆครอบงำ สุมจนเป็นนิสัยให้เราฟุ่มเฟือยใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลืองไม่รู้จักคำว่าพอเพียงจนกระทั้งนักคิด นักปฏิบัติผู้ยิ่งใหญ่ท่านหนึ่งได้เขียนทฤษฎีนี้ให้เป็นรูปธรรมแสดงให้เห็นเป็นตัวอย่างด้วยพระสติปัญญาอันชาญฉลาดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรานั่นเอง ทฤษฎีความเป็นอยู่อย่างพอเพียง คือสุดยอดทฤษฎี ถือได้ว่าเป็นทฤษฎีที่ยิ่งใหญ่ระดับโลกได้เลยเพราะ
ผมเชื่อเหลือเกินว่าหากเราคนไทยทุกคนรู้ เข้าใจทฤษฎีความเป็นอยู่อย่างพอเพียงอย่างถ่องแท้และนำมาปฏิบัติอย่างจริงจังแล้วประเทศไทยเราจะเจริญก้าวหน้าและผาสุกไม่มีชาติใดในโลกเทียบได้และผมก็เชื่ออีกเช่นกันว่าหากคนทั้งโลกได้รู้ เข้าใจและนำทฤษฎีความเป็นอยู่อย่างพอเพียงไปใช้แล้วโลกของเราจะน่าอยู่ยิ่งขึ้นกว่าโลกไหนๆและที่สำคัญภาวะโลกร้อน Global warming ที่โลกกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้คงจะแก้ไขได้หากทุกคนร่วมมือกัน ผมยังหวังเสมอว่าเราจะมีโลกที่สวยงามเป็นของฝากให้กับลูกหลานของเราในอนาคต

วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2553

สื่อเทคโนโลยีการศึกษากับการศึกษาแบบไทย




ปัจจุบันการเข้าถึงข่าวสารความรู้นับวันจะเข้าถึงได้ง่ายขึ้นเรื่อยๆโดยเฉพาะอน่างยิ่งความรู้ที่ไหลเวียนอยู่ในเส้นเลือดของเทคโนโลยี ระบบเครื่อข่าย ฐานข้อมูลซึ่งนับวันจะใหญ่โตขึ้นทุกวันความรู้ประเภทเดียวกันถูกหลายคนนำมาตีแผ่ในมุมมองของตัวเองแล้วถ่ายทอดผ่านทางสื่อสารสนเทศจนเรานั้นตามกันแทบไม่ทัน ศักภาพของประเทศไทยในทุกวันนี้บอกได้เต็มปากว่าเรามีเทคโนโลยีเพียงพอต่อการจัดการให้สังคมไทยมุ่งสู่สังคมสารสนเทศ การศึกษาแนวใหม่โดยการนำเอาเทคโนโลยีการศึกษาเข้ามาใช้แต่มีคำถามอยู่ว่าเราพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงหรือยัง
มนุษย์เราได้ก้าวจากสังคมบรรพกาลมาเป็นสังคมการเกษตร ต่อจากนั้นก็มีวิวัฒนาการมาเป็นสังคมอุตสาหกรรม สังคมสารสนเทศ และสังคมแห่งความรู้ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ได้ก้าวผ่านสังคมสารสนเทศไปสู่สังคมแห่งความรู้เรียบร้อยแล้ว และอีกหลายๆประเทศทางตะวันตก จัดอยู่ในสังคมสารสนเทศแบบเต็มตัว ( ดร.ครรชิต มาลัยวงศ์ )
ประเทศไทยเราจัดอยู่ในสังคมไหน?
เรายังคงสงสัยตัวเองอยู่เหมือนกันว่าเราเป็นสังคมเกษตรหรือสังคมอุตสาหกรรมกันแน่แต่ที่แน่ๆถ้าวัดจากลักษณะอาชีของคนไทยในชาติทั้งหมดแล้วมากกว่าครึ่งเป็นเกษตรกรรมอย่างไม่ต้องสงสัยซึ่งถ้าอย่างนั้นการก้าวข้ามขั้นไปยังสังคมสารสนเทศเลยนั้นคงเป็นเรื่องลำบากเพราะภูมิคุ้มกันของเราไม่มีเลย ง่ายๆคือแน่นอนเรามีศักยภาพและใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาได้แต่เราอาจจะใช้ผิดทาง ผิดเป้าหมายมากกว่าถูกก็ได้ และที่ตามมาผลเสียอาจจะมากกว่าผลดี หรือถ้าจะมองในแง่ดีก็น่าลองเพราะมันคงไม่แย่ลงกว่านี้มากนักหรอกเพราะที่เป็นอยู่นี้ก็สาหัสเต็มที ที่พูดอย่างนี้ก็เพราะว่า การที่สังคมจะดีขึ้น เจริญขึ้นมันเป็นหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบของทุกคนในชาติตั้งแต่ผู้บริหารสูงสุด ลงไปถึงคนเดินดินระดับรากหญ้าต้องปลูกฝังแนวคิดใหม่เกี่ยวกับการศึกษาลืมแนวคิดและการกระทำแบบเดิมๆกล่าวคือ
- เราทุกคนถูกหล่อหลอมให้คิดและทำแบบไสยศาสตร์มอมเมาโดยสื่อรอบตัวแทนที่จะคิดแบบวิทยาศาสตร์
-การศึกษาของเราเป็นแบบเห็นความสำคัญกับการจบ(กระดาษหนึ่งแผ่น)แทนที่จะเห็นคุณค่าของความรู้
-เราถูกปลูกฝังให้เลือกทำในสิ่งที่เราถนัดแทนสิ่งที่เรารัก ฝันอยากจะเป็น เช่นครูแบบครึ่งชีวิตที่สอบมาเป็นครูเพราะมีความถนัดด้านนี้มากกว่าด้านอื่นๆอีกอย่างสังคมไทยมีอาชีพให้เลือกไม่มากนัก พออยู่ไปนานๆครูเหล่านี้ก็ลืมความฝันของตัวเองไปจนหมดสิ้น(ไม่ใช่ความผิดใคร)เราถูกปลูกฝังมาอย่างนั้นเอง

ถึงเวลาที่เราจะเปลี่ยนหรือยัง?

พรบ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่นี้แสดงออกอย่างชัดเจนว่ามีความต้องการให้สังคมไทยก้าวสู่สังคมสารสนเทศแบบเต็มตัว เป็นความประสงค์ดี และคิดไตร่ตรองอย่างรอบคอบแล้วสำหรับนักวิชาการของไทยทุกท่าน และถึงแม้จะมีการโต้แย้งกันกว้างขวางแต่สุดท้ายเราก็ควรลองดูเพราะอยู่อย่างปัจจุบันนี้ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย และสำหรับความคิดเห็นส่วนตัวผมแล้วนั้นเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับการนำเทคโนโลยีการศึกษาเข้ามาใช้อย่างเต็มรูปแบบแต่ต้องถามทุกคนด้วยว่าพร้อมที่จะรับการเปลี่ยนแปลงแล้วหรือยัง เมื่อไรก็ตามที่เราคนไทยขจัดปัญหาสังคมที่ว่า ไสยศาสตร์ครอบบ้าน อันธพาลครองเมืองลงไปได้เมื่อนั้นแหละเทคโนโลยีการศึกษาจะนำพาการศึกษาของไทยให้กว้าไปสู่สังคมที่ดีกว่าได้อย่างแน่นอนและยั่งยืน...(ขอบคุณครับ)