วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553
วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2553
สื่อเทคโนโลยีการศึกษากับการศึกษาแบบไทย

ปัจจุบันการเข้าถึงข่าวสารความรู้นับวันจะเข้าถึงได้ง่ายขึ้นเรื่อยๆโดยเฉพาะอน่างยิ่งความรู้ที่ไหลเวียนอยู่ในเส้นเลือดของเทคโนโลยี ระบบเครื่อข่าย ฐานข้อมูลซึ่งนับวันจะใหญ่โตขึ้นทุกวันความรู้ประเภทเดียวกันถูกหลายคนนำมาตีแผ่ในมุมมองของตัวเองแล้วถ่ายทอดผ่านทางสื่อสารสนเทศจนเรานั้นตามกันแทบไม่ทัน ศักภาพของประเทศไทยในทุกวันนี้บอกได้เต็มปากว่าเรามีเทคโนโลยีเพียงพอต่อการจัดการให้สังคมไทยมุ่งสู่สังคมสารสนเทศ การศึกษาแนวใหม่โดยการนำเอาเทคโนโลยีการศึกษาเข้ามาใช้แต่มีคำถามอยู่ว่าเราพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงหรือยัง
มนุษย์เราได้ก้าวจากสังคมบรรพกาลมาเป็นสังคมการเกษตร ต่อจากนั้นก็มีวิวัฒนาการมาเป็นสังคมอุตสาหกรรม สังคมสารสนเทศ และสังคมแห่งความรู้ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ได้ก้าวผ่านสังคมสารสนเทศไปสู่สังคมแห่งความรู้เรียบร้อยแล้ว และอีกหลายๆประเทศทางตะวันตก จัดอยู่ในสังคมสารสนเทศแบบเต็มตัว ( ดร.ครรชิต มาลัยวงศ์ )
ประเทศไทยเราจัดอยู่ในสังคมไหน?
เรายังคงสงสัยตัวเองอยู่เหมือนกันว่าเราเป็นสังคมเกษตรหรือสังคมอุตสาหกรรมกันแน่แต่ที่แน่ๆถ้าวัดจากลักษณะอาชีของคนไทยในชาติทั้งหมดแล้วมากกว่าครึ่งเป็นเกษตรกรรมอย่างไม่ต้องสงสัยซึ่งถ้าอย่างนั้นการก้าวข้ามขั้นไปยังสังคมสารสนเทศเลยนั้นคงเป็นเรื่องลำบากเพราะภูมิคุ้มกันของเราไม่มีเลย ง่ายๆคือแน่นอนเรามีศักยภาพและใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาได้แต่เราอาจจะใช้ผิดทาง ผิดเป้าหมายมากกว่าถูกก็ได้ และที่ตามมาผลเสียอาจจะมากกว่าผลดี หรือถ้าจะมองในแง่ดีก็น่าลองเพราะมันคงไม่แย่ลงกว่านี้มากนักหรอกเพราะที่เป็นอยู่นี้ก็สาหัสเต็มที ที่พูดอย่างนี้ก็เพราะว่า การที่สังคมจะดีขึ้น เจริญขึ้นมันเป็นหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบของทุกคนในชาติตั้งแต่ผู้บริหารสูงสุด ลงไปถึงคนเดินดินระดับรากหญ้าต้องปลูกฝังแนวคิดใหม่เกี่ยวกับการศึกษาลืมแนวคิดและการกระทำแบบเดิมๆกล่าวคือ
- เราทุกคนถูกหล่อหลอมให้คิดและทำแบบไสยศาสตร์มอมเมาโดยสื่อรอบตัวแทนที่จะคิดแบบวิทยาศาสตร์
-การศึกษาของเราเป็นแบบเห็นความสำคัญกับการจบ(กระดาษหนึ่งแผ่น)แทนที่จะเห็นคุณค่าของความรู้
-เราถูกปลูกฝังให้เลือกทำในสิ่งที่เราถนัดแทนสิ่งที่เรารัก ฝันอยากจะเป็น เช่นครูแบบครึ่งชีวิตที่สอบมาเป็นครูเพราะมีความถนัดด้านนี้มากกว่าด้านอื่นๆอีกอย่างสังคมไทยมีอาชีพให้เลือกไม่มากนัก พออยู่ไปนานๆครูเหล่านี้ก็ลืมความฝันของตัวเองไปจนหมดสิ้น(ไม่ใช่ความผิดใคร)เราถูกปลูกฝังมาอย่างนั้นเอง
ถึงเวลาที่เราจะเปลี่ยนหรือยัง?
พรบ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่นี้แสดงออกอย่างชัดเจนว่ามีความต้องการให้สังคมไทยก้าวสู่สังคมสารสนเทศแบบเต็มตัว เป็นความประสงค์ดี และคิดไตร่ตรองอย่างรอบคอบแล้วสำหรับนักวิชาการของไทยทุกท่าน และถึงแม้จะมีการโต้แย้งกันกว้างขวางแต่สุดท้ายเราก็ควรลองดูเพราะอยู่อย่างปัจจุบันนี้ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย และสำหรับความคิดเห็นส่วนตัวผมแล้วนั้นเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับการนำเทคโนโลยีการศึกษาเข้ามาใช้อย่างเต็มรูปแบบแต่ต้องถามทุกคนด้วยว่าพร้อมที่จะรับการเปลี่ยนแปลงแล้วหรือยัง เมื่อไรก็ตามที่เราคนไทยขจัดปัญหาสังคมที่ว่า ไสยศาสตร์ครอบบ้าน อันธพาลครองเมืองลงไปได้เมื่อนั้นแหละเทคโนโลยีการศึกษาจะนำพาการศึกษาของไทยให้กว้าไปสู่สังคมที่ดีกว่าได้อย่างแน่นอนและยั่งยืน...(ขอบคุณครับ)
มนุษย์เราได้ก้าวจากสังคมบรรพกาลมาเป็นสังคมการเกษตร ต่อจากนั้นก็มีวิวัฒนาการมาเป็นสังคมอุตสาหกรรม สังคมสารสนเทศ และสังคมแห่งความรู้ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ได้ก้าวผ่านสังคมสารสนเทศไปสู่สังคมแห่งความรู้เรียบร้อยแล้ว และอีกหลายๆประเทศทางตะวันตก จัดอยู่ในสังคมสารสนเทศแบบเต็มตัว ( ดร.ครรชิต มาลัยวงศ์ )
ประเทศไทยเราจัดอยู่ในสังคมไหน?
เรายังคงสงสัยตัวเองอยู่เหมือนกันว่าเราเป็นสังคมเกษตรหรือสังคมอุตสาหกรรมกันแน่แต่ที่แน่ๆถ้าวัดจากลักษณะอาชีของคนไทยในชาติทั้งหมดแล้วมากกว่าครึ่งเป็นเกษตรกรรมอย่างไม่ต้องสงสัยซึ่งถ้าอย่างนั้นการก้าวข้ามขั้นไปยังสังคมสารสนเทศเลยนั้นคงเป็นเรื่องลำบากเพราะภูมิคุ้มกันของเราไม่มีเลย ง่ายๆคือแน่นอนเรามีศักยภาพและใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาได้แต่เราอาจจะใช้ผิดทาง ผิดเป้าหมายมากกว่าถูกก็ได้ และที่ตามมาผลเสียอาจจะมากกว่าผลดี หรือถ้าจะมองในแง่ดีก็น่าลองเพราะมันคงไม่แย่ลงกว่านี้มากนักหรอกเพราะที่เป็นอยู่นี้ก็สาหัสเต็มที ที่พูดอย่างนี้ก็เพราะว่า การที่สังคมจะดีขึ้น เจริญขึ้นมันเป็นหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบของทุกคนในชาติตั้งแต่ผู้บริหารสูงสุด ลงไปถึงคนเดินดินระดับรากหญ้าต้องปลูกฝังแนวคิดใหม่เกี่ยวกับการศึกษาลืมแนวคิดและการกระทำแบบเดิมๆกล่าวคือ
- เราทุกคนถูกหล่อหลอมให้คิดและทำแบบไสยศาสตร์มอมเมาโดยสื่อรอบตัวแทนที่จะคิดแบบวิทยาศาสตร์
-การศึกษาของเราเป็นแบบเห็นความสำคัญกับการจบ(กระดาษหนึ่งแผ่น)แทนที่จะเห็นคุณค่าของความรู้
-เราถูกปลูกฝังให้เลือกทำในสิ่งที่เราถนัดแทนสิ่งที่เรารัก ฝันอยากจะเป็น เช่นครูแบบครึ่งชีวิตที่สอบมาเป็นครูเพราะมีความถนัดด้านนี้มากกว่าด้านอื่นๆอีกอย่างสังคมไทยมีอาชีพให้เลือกไม่มากนัก พออยู่ไปนานๆครูเหล่านี้ก็ลืมความฝันของตัวเองไปจนหมดสิ้น(ไม่ใช่ความผิดใคร)เราถูกปลูกฝังมาอย่างนั้นเอง
ถึงเวลาที่เราจะเปลี่ยนหรือยัง?
พรบ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่นี้แสดงออกอย่างชัดเจนว่ามีความต้องการให้สังคมไทยก้าวสู่สังคมสารสนเทศแบบเต็มตัว เป็นความประสงค์ดี และคิดไตร่ตรองอย่างรอบคอบแล้วสำหรับนักวิชาการของไทยทุกท่าน และถึงแม้จะมีการโต้แย้งกันกว้างขวางแต่สุดท้ายเราก็ควรลองดูเพราะอยู่อย่างปัจจุบันนี้ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย และสำหรับความคิดเห็นส่วนตัวผมแล้วนั้นเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับการนำเทคโนโลยีการศึกษาเข้ามาใช้อย่างเต็มรูปแบบแต่ต้องถามทุกคนด้วยว่าพร้อมที่จะรับการเปลี่ยนแปลงแล้วหรือยัง เมื่อไรก็ตามที่เราคนไทยขจัดปัญหาสังคมที่ว่า ไสยศาสตร์ครอบบ้าน อันธพาลครองเมืองลงไปได้เมื่อนั้นแหละเทคโนโลยีการศึกษาจะนำพาการศึกษาของไทยให้กว้าไปสู่สังคมที่ดีกว่าได้อย่างแน่นอนและยั่งยืน...(ขอบคุณครับ)
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
